สลด!พ่วง22ล้อขนเสาเข็มเบรกแตก แหกโค้งร้อยศพศาลปู่โทนเด็กดับ1

ปราจีนบุรี – ถนนสายเสี่ยงภัย! พ่วง 22 ล้อขนเสาเข็มเบรกแตก แหกโค้งร้อยศพศาลปู่โทน เทกระจาดแท่งปูนปิดตายเส้นทาง กู้ภัยฝ่าสายฝนงัดซากทรหด สังเวยเด็กรถดับอนาถ1หลังส่ง รพ. ส่วนโชเฟอร์เจ็บสาหัส1 วงในแฉยับงบหมื่นล้านขยายสี่เลนยังเอาไม่อยู่ ผ่า 4 มหันตภัยทางเขาทำลมเบรกหมด จี้ล้อมคอกแบริเออร์ไม่ได้มาตรฐาน เร่งคลอดมอเตอร์เวย์สายใหม่ดัดหลังโค้งกินคน

เมื่องวันที่ 4 ก.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี เกิดอุบัติเหตุสะเทือนขวัญบนถนนสายเสี่ยงภัย ทางหลวงหมายเลข 304 (กบินทร์บุรี – ปักธงชัย) บริเวณกิโลเมตรที่ 210+400 ช่วงขาลงจากภูเขามุ่งหน้า อ.กบินทร์บุรี ก่อนถึงศาลปู่โทน หมู่ 4 ต.บุพราหมณ์ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี

ร.ต.อ.สมัย สุดาชาติ รองสารวัตรเวร (สอบสวน) สภ.วังขอนแดง (ปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวน สภ.นาดี) ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกพ่วง 22 ล้อ พลิกคว่ำพังยับเยิน มีผู้บาดเจ็บถูกอัดก๊อปปี้ติดคาซากรถจำนวน 2 ราย และมีแท่งปูนเสาเข็มขนาดเล็กหล่นเทกระจาดเกลื่อนกลาดปิดตายถนนทุกช่องทางจราจรฝั่งขาลงเขา จึงรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น พร้อมประสาน ว่าที่ พ.ต.ท.กมลภพ หาญเวช สารสว.ส.ทล.5 กก.3 บก.ทล. (ปราจีนบุรี-สระแก้ว) เจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงปราจีนบุรี และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสัจจพุทธธรรมแห่งประเทศไทย (อ.กบินทร์บุรี) นำเครื่องตัดถ่างรุดตรวจสอบอย่างเร่งด่วน

ที่เกิดเหตุเป็นถนน 4 ช่องจราจร ตัดผ่านผืนป่ามรดกโลก ระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และอุทยานแห่งชาติทับลาน จุดเกิดเหตุอยู่เลยช่องจอดรถฉุกเฉินมาเล็กน้อย ซึ่งเป็นโค้งหักศอกลาดชันสูง ท่ามกลางฝนตกกระหน่ำและสภาพอากาศมืดมิด เจ้าหน้าที่พบรถบรรทุกพ่วงส่วนบุคคล 22 ล้อ หมายเลขทะเบียนหัวลาก 91-0830 นครราชสีมา และทะเบียนท้ายพ่วง 91-0831 นครราชสีมา ที่บรรทุกเสาเข็มคอนกรีตขนาดเล็กยาวประมาณ 1 เมตรเศษมาเต็มคันรถ พลิกคว่ำตะแคงข้างพังยับเยินกลายเป็นเศษเหล็ก หัวเก๋งยุบอัดติดเป็นเนื้อเดียว โดยมีแท่งปูนเสาเข็มน้ำหนักมหาศาลหล่นโครมปิดขวางทางขาลงเขาทั้ง 2 ช่องทาง รถไม่สามารถสัญจรผ่านไปได้

เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องลุยสายฝนฝ่าความมืดใช้เครื่องตัดถ่างงัดโครงเหล็กอย่างทุลักทุเลเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ภายในซากรถ โดยสามารถนำร่างคนขับคือ นายเฉลียว สินปรุ อายุ 58 ปี ออกมาได้ในสภาพได้รับบาดเจ็บสาหัส นำส่งโรงพยาบาลนาดี และต้องส่งต่อรักษาโรงพยาบาลกบินทร์บุรีในเวลาต่อมา ส่วนผู้โดยสารที่นั่งมาด้วยข้างคนขับคือ นายโกวิน นาคบุญธรรม อายุ 49 ปี (เด็กรถ) ถูกแรงกระแทกจนหล่นมาจากตัวรถและถูกเหล็กอัดทับร่างแหลกเหลวได้รับบาดเจ็บสาหัสปางตาย เจ้าหน้าที่เร่งนำส่งโรงพยาบาลนาดี แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตในเวลาต่อมาระหว่างนำส่งโรงพยาบาล

จากการสอบสวนเบื้องต้น รถบรรทุกพ่วงคันดังกล่าวขนเสาเข็มคอนกรีตขนาดเล็กน้ำหนักมหาศาลมาจาก อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา มุ่งหน้าไปส่งที่ อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นทางลงเขายาวต่อเนื่อง รถมีความเร็วสูงและมีสิ่งของบรรทุกหนัก จึงทำให้เกิดวิกฤต “ลมเบรคหมด” และคนขับอาจไม่ชำนาญเส้นทาง ส่งผลให้เบรคไม่อยู่ พุ่งชนเข้ากับเกาะกลางแบริเออร์ช่วงที่กำลังมีงานซ่อมสร้างเป็นช่วงๆ อย่างจัง ก่อนที่รถจะพลิกคว่ำและลื่นไถลมาฝั่งเลนซ้ายสุด กีดขวางการจราจรทั้งหมด

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง นำโดย ด.ต.สุรชัย ตามสีรัมย์ และ ร.ต.ต.วิวัฒน์ ปลูกสกุล พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวง และอาสาสมัครกู้ภัย ต้อง “ทำงานกลางสายฝน” ตลอดเวลา นำเครื่องจักรกลหนักเข้าพื้นที่เพื่อย้ายแท่งปูนเสาเข็มอย่างโกลาหล จนกระทั่งเวลา 13.00 น. จึงสามารถเคลียร์สิ่งกีดขวางและเปิดช่องทางการจราจรให้รถสัญจรผ่านไปได้ตามปกติ โดย ว่าที่ พ.ต.ท.กมลภพ หาญเวช สว.ส.ทล.5 กก.3 บก.ทล. ได้เปิดเผยแผนแก้ไขระยะเร่งด่วนว่า ได้สั่งการให้เร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนขับขี่ด้วยความระมัดระวัง พร้อมทั้งเพิ่มมาตรการกวดขันจับกุมผู้กระทำความผิดตามมาตรการ 10 ข้อหาหลักอย่างเคร่งครัด

ล่าสุดเวลา 18.05 น.   ผู้สื่อข่าวรายงานเชิงลึกโดย “รักษาแหล่งข่าวระดับสูง” ด้านความปลอดภัยทางถนน เปิดเผยข้อมูลชวนคิดว่า ถนนสาย 304 ช่วงผ่านภูเขามรดกโลกนี้ ในอดีตขึ้นชื่อว่าเป็น “ถนนสายเสี่ยงภัย” ที่แคบ ชัน และเกิดอุบัติเหตุรุนแรงนับครั้งไม่ถ้วน จนคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องอนุมัติงบประมาณหลายหมื่นล้านบาทเพื่อขยายเป็น 4 ช่องจราจร พร้อมสร้างสะพานยกระดับและอุโมงค์ลอดเพื่อให้สัตว์ป่าข้ามและลดความสูญเสียของยวดยานพาหนะ แต่ผลลัพธ์หลังสร้างเสร็จ สถิติอุบัติเหตุสยองขวัญก็ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องจนได้รับทัณฑ์ทรมานจากสังคมตั้งฉายาให้ว่า “โค้งมรณะ”

จากการแกะรอยเชิงลึกพบ “รูปแบบอุบัติเหตุซ้ำซาก (Pattern)” ที่เดาทางได้ โดยมักเกิดขึ้นกับรถบรรทุกของหนักและรถโดยสารสองชั้น เช่น เหตุวินาศกรรมกุมภาพันธ์ 2568 รถบัสคณะดูงานจาก จ.บึงกาฬ พลิกคว่ำบริเวณ กม.210 สังเวยชีวิตไปถึง 18–19 ศพ และช่วงต้นปี 2567 ที่รถบรรทุกพ่วงแหกโค้งพุ่งข้ามเกาะกลางชนประสานงารถบัสทัศนศึกษาหน้าศาลปู่โทนอย่างต่อเนื่อง

แหล่งข่าวระดับสูงได้เปิดโปงถึง “4 ปัจจัยมรณะทางกายภาพและพฤติกรรม” ที่ยังแก้ไม่ตก ประกอบด้วย:

• ความลาดชันสูงและโค้งนรก: ทางลงเขายาวต่อเนื่องถึง 5–6 กิโลเมตร มีโค้งหักศอกและโค้งตัว S ปราบเซียนถึง 12 โค้ง ทำให้รถหนักมีแรงเฉื่อยสะสมมหาศาล

• วิกฤตเบรคไหม้ ลมเบรคหมด: คนขับที่ไม่ชำนาญทางมัก “เหยียบเบรคแช่” ตลอดทางลงเขา จนเกิดความร้อนสะสม ผ้าเบรคไหม้ ลมเบรคหมด และเกิดอาการเบรคแตก

• ฝนตกถนนลื่นยกกำลังสอง: เมื่อฝนตกบนผิวภูเขา ถนนจะลื่นทวีคูณ ทัศนวิสัยจะถูกบดบังด้วยหมอกหนา

• ช่องทางฉุกเฉินและแบริเออร์ไร้ประสิทธิภาพ: แหล่งข่าววงในแฉยับว่า ทางหยุดรถฉุกเฉิน (Emergency Escape Ramp) มีปัญหาเรื่องป้ายเตือนไม่ชัดเจน หรือสภาพกองทรายกรวดไม่พร้อมใช้งาน 100% ในบางช่วง อีกทั้งแท่งแบริเออร์คอนกรีตขอบทางยังเป็นเพียงแค่มาตรฐานทั่วไป ไม่สามารถต้านทานแรงปะทะมหาศาลของรถบรรทุกหนักยามเบรคแตกได้

พร้อมระบุขณะนี้ปี 2569  หน่วยงานภาครัฐร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กำลังเร่งผลักดันมาตรการรื้อโครงสร้างระยะยาว โดยกระทรวงคมนาคมได้เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ในการ “ผ่าทางตันสร้างมอเตอร์เวย์แนวใหม่” เพื่อแยกกลุ่มรถยนต์ทั่วไปและรถบรรทุกหนักออกจากเส้นทางเขา ทล.304 เดิมอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งเตรียมแผนปรับลดเปอร์เซ็นต์ความลาดชันของถนนลง ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนประสานงานขอกระทบพื้นที่อุทยานมรดกโลก และจับมือกับกรมการขนส่งทางบก ตั้งจุดตรวจเข้มข้นเช็คระบบเบรคและสภาพความพร้อมของคนขับรถบรรทุก-รถโดยสารทุกคันก่อนจะปล่อยให้ลงเขา เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ก่อนที่ “โค้งมรณะปู่โทน” จะกลืนกินชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปมากกว่านี้

###  มานิตย์  สนับบุญ  -ข่าว / ภานุวัฒน์  พันธุ์สาย – ภาพ /ปราจีนบุรี###

ติดต่อโฆษณาได้ที่ หมายเลข 0849822409

Related posts